เด็กติดเทคโนโลยีมีผลต่อกระทบพัฒนาการ

เด็กสมัยนี้ เพียงแค่ไม่กี่ขวบก็ใช้คอมพิวเตอร์ เล่น iPad iPhone ของคุณพ่อคุณแม่กันเป็นแล้ว กดปุ่ม เลื่อนสไลด์กันได้อย่างคุ้นเคย เพิ่มขึ้นจากสื่อเดิมๆ อย่างทีวี หรือคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งอิทธิพลจากเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถเข้าถึงเด็กๆ ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าเดิม และส่งผลกระทบต่อเด็กพอสมควรทีเดียว

เข้าถึงเทคโนโลยีเร็วขึ้น
ในปัจจุบันเด็กเล็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีรวดเร็วมาก ซึ่งสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีถือว่าเร็วไปมาก เพราะในอายุระหว่าง 1-3 ปีนี้ เด็กควรพัฒนาการเคลื่อนไหว พื้นฐานการช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ทักษะทางด้านสังคมรวมทั้งการสื่อสารกับผู้อื่นเป็นหลัก เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนการเรียนรู้ผ่านการเล่นกลางแจ้ง การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้ นอกจากนั้นพื้นฐานของพัฒนาการซึ่งมีความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็ยังพัฒนาได้ไม่ดี เช่น การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือ การทำงานที่ประสานกันระหว่างสายตาและมือ ช่วงวัยนี้เด็กยังไม่สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของคุณพ่อ คุณแม่ที่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของการเข้าถึงสื่อและเทคโนโลยีตามบริบท และบรรทัดฐานของครอบครัว อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีโดยมีเป้าหมายส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยนี้

ผลกระทบต่อพัฒนาการ
การเร่งเด็กมากเกินความสามารถและพัฒนาการตามวัยของเขา ทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย เพราะการเรียนรู้อย่างเหมาะสมเป็นขั้นตอนจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการต่อยอดความสามารถด้านอื่น เช่น เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้อาจทำให้เด็กซึ่งควรได้รับการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวให้คล่องขึ้น มีการเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองด้านนี้ได้เต็มที่ อาจทำให้เป็นเด็กที่เฉื่อยชา ซึ่งหมายถึงมีความล่าช้าของพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ไม่ชอบการออกกำลังกาย ไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เมื่อออกกำลังกายน้อยลงหากรับประทานเท่าเดิม หรือรับประทานมากขึ้นแต่มีการเคลื่อนไหวน้อยก็จะเกิดโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินตามมาได้ การให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็นยังทำให้เด็กขาดทักษะในการติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น ทักษะในการปรับตัวเข้าหาผู้อื่น รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักต่อรอง รู้จักอดทนรอคอย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตของเขา นอกจากนี้เด็กอาจได้เรียนรู้แบบอย่างที่ไม่ดีผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จากรายการโทรทัศน์ จากโฆษณา หรือเกมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งอาจมีความรุนแรงหรือสอดแทรกค่านิยมที่ไม่เหมาะสมผ่านสื่อต่างๆเหล่านั้น นอกจากนี้อาจมีผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายของเด็กเล็กๆ เช่น แสงจากจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ที่ไม่เหมาะสมอาจมีผลต่อสายตาและการมองเห็นของเด็กได้

เทคโนโลยีนั้นอาจมีประโยชน์ หากเราใช้ให้เป็น แต่ก็อาจเป็นดาบสองคม หากเอามาใช้ผิดเพี้ยนไป หากสำหรับเด็กแล้ว ควรวางรากฐานพัฒนาการให้ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก่อน ซึ่งมีหลายเรื่องให้ได้เรียนรู้ โดยไม่จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีเสมอไป

เทคโนโลยีกับการเลี้ยงลูกเรื่องที่พ่อแม่ควรเท่าทัน

ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก ด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะการหลั่งไหลเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนมาก เพราะต้องดิ้นรนทำมาหากิน ส่งผลให้ความใกล้ชิด และการดูแลเอาใจใส่ระหว่างกันมีน้อยลง

“สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องปรับตัวตามยุคสมัยให้ทัน โชคดีที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นผู้ช่วยสำหรับพ่อแม่เพื่อจัดระเบียบชีวิตที่วุ่นวายทั้งการงานและครอบครัวให้สมดุล เช่น เมื่อก่อนมีปัญหาเรื่องเลี้ยงลูกก็ถามปู่ย่า เดี๋ยวนี้แค่เสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต หรือเข้าไปดูตามเว็บบอร์ดต่างๆ ก็มีข้อมูลให้มากมาย และยังช่วยบริหารเวลาที่มีอยู่น้อยได้อย่างคุ้มค่า เพิ่มความมั่นใจและมีความสุขในการเลี้ยงลูกมากขึ้น”

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า เทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นตัวช่วยให้กับพ่อแม่ยุคใหม่ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจด้วยก็คือ พ่อแม่ต้องรู้เท่าทันถึงคุณประโยชน์และโทษของเทคโนโลยีเหล่านี้ รวมถึงหากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้กับลูกต้องปรับการใช้งานให้เหมาะสมตามวัยและพัฒนาการ “ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องตั้งเป้าหมายและประโยชน์ที่ต้องการให้ลูกได้รับจากสื่อนั้นๆ สำคัญคือต้องรู้จักธรรมชาติของลูกเราด้วยว่าควรจะสอนอย่างไรให้เหมาะสม ขณะที่เราเลี้ยงลูกเราจะรู้ได้เองจากการสังเกตว่าลูกสนใจอะไร มีความถนัดด้านใด ก็ควรส่งเสริมให้ไปในทางที่เขาชอบ ไม่ควรกีดกันหรือห้ามลูกไม่ให้สัมผัสกับอินเทอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีใดๆ เลย ตรงกันข้ามควรส่งเสริมให้เขาได้ฝึกใช้เพื่อตามโลกได้ทัน”

การให้ลูกเข้าใช้สื่อ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ควรอยู่ในความดูแลของพ่อแม่อย่างใกล้ชิดและมีกฎกติกาชัดเจนด้วย เช่น ตั้งกฎให้ลูกเล่นเกม หรืออินเทอร์เน็ตหลังจากทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย ควรให้พักสายตาทุก ๆ 20-30 นาที เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสายตาสั้นไปจนถึงต้อกระจกในเด็ก หมั่นชวนลูกละจากหน้าจอไปทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติและช่วยพัฒนาทักษะรอบด้าน หากออกนอกลู่นอกทางก็ตักเตือน แต่ไม่ควรไปเร่งรัดมากเกินไป ทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติ

ดังนั้น ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด ขอเพียงคุณพ่อคุณแม่รู้จักปรับตัว และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่รอบกายอย่างรู้เท่าทันและเหมาะสม ก็จะสามารถหล่อหลอมให้ครอบครัวเข้มแข็งและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในโลกสมัยใหม่ได้

อย่าใช้เทคโนโลยีในการดูแลเด็ก

ฟังคำแนะนำจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ เผยการดูแล-ใกล้ชิดลูก คือภูมิคุ้มกันชั้นยอด แนะผู้ปกครองอย่าใช้อารมณ์เป็นทางออก ใช้หากิจกรรมอื่นสร้างประโยชน์ ช่วยดึงความสนใจเด็กจากแท็บเล็ต-สมาร์ทโฟน-คอมพ์ ได้…

ความบันเทิงประเภท “เกม” มักจะเป็นเครื่องคลายเครียด คลายเหงา แถมยังเป็นพฤติกรรมเพลินๆ ที่ช่วยฆ่าเวลาว่างให้เราได้ดีเสมอมา แต่… เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์หรือปัญหา อาทิ การฉ้อโกง ความรุนแรง ความเสียหาย หรือแม้แต่การล่อลวงขึ้นในสังคม จากเกมที่เคยเป็นศูนย์รวมความบันเทิง กลายเป็นอบายมุขไปทันที

เห็นกันง่ายๆ ใกล้ตัว และปรากฏเป็นข่าวร้อนตามสื่อต่างๆ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากที่สุดข่าวหนึ่ง คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวชวนตะลึง หลังจากผู้เป็นแม่เปิดโอกาสให้ลูกนำสมาร์ทโฟนไปเล่นเกม ทำให้จุดเริ่มต้นความบันเทิงใกล้ตัวอย่างเกมบนมือถือ กลายเป็นหนี้สินไปในชั่วพริบตา

“ปัญหาเกี่ยวกับการเล่นเกมมีให้เราพบเห็นมาก ก็เพราะเทคโนโลยีเข้าใกล้เยาวชนมากขึ้น พ่อแม่จำเป็นต้องดูแลลูกให้ใกล้ชิด เมื่อเกิดปัญหา บางคนบอกว่าจะไม่ให้ลูกเล่นเกมอีกแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเด็กเล็ก แต่กับเด็กวัยรุ่นที่กำลังโตคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะห้ามพวกเขา เพราะปัจจุบันเกมกลายเป็นสังคมหนึ่งของเด็กๆ ไปแล้ว

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ยังแนะนำด้วยว่า ผู้ปกครองควรเลือกใช้ทางสายกลาง เช่น อนุญาตให้ลูกเล่นเกมได้แต่จะต้องเลือกเกม กำหนดเวลาการเล่น หรือตั้งกติการ่วมกันในการเล่นเกมแต่ละครั้ง หากเล่นเกมเกินเวลาหรือใช้เงินซื้อไอเทมเกมออนไลน์โดยไม่ขออนุญาต อาจต้องมีบทลงโทษห้ามเล่น 3 วัน หรือ 1 สัปดาห์ เพื่อฝึกและควบคุมพฤติกรรมพวกเขาตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็ก นอกจากนี้ยังควรต้องหากิจกรรมอื่นให้ทำมากกว่าการเล่นเกม อาทิ ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือเล่นเกมแบบไทยๆ เพราะนอกจากจะทำให้ได้เคลื่อนไหวร่างกายมากกว่าการนั่งกดมือถือ-แท็บเล็ต เพื่อเล่นเกมแล้ว ยังได้ฝึกทักษะการเข้าสังคมอีกด้วย แต่หากไม่อยากให้เกิดปัญหาเรื่องการเล่นเกมตามมา ผู้ปกครองควรกำหนดกติการ่วมกับบุตรหลานตั้งแต่แรก เนื่องจากการป้องกันนั้นดีกว่าการแก้ไข นอกจากนั้น พ่อแม่ก็ต้องใกล้ชิด ดูแล และพยายามดึงลูกหลานออกมาทำกิจกรรมอื่นๆ ด้วย

“นอกจากเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองแล้ว ควรเป็นเพื่อนให้กับลูกๆ ด้วย นอกจากการสอนให้ลูกรู้จักการคิดและตัดสินใจ ก็ควรสอนให้เขาเท่าทันสังคมด้วย แม้จะเป็นการพูดย้ำๆ ซ้ำๆ ก็จำเป็นต้องทำ แต่การสั่งหรือแนะนำก็ต้องไม่ใช้อารมณ์ พูดบ่อยได้แต่ก็ต้องไม่มากไปไม่น้อยไป นอกจากวัยเด็กจะต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว วัยรุ่นก็เป็นวัยที่พ่อแม่ต้องดูแลเช่นกัน แต่พฤติกรรมการดูแลอาจจะไม่ต้องใกล้ชิดมากเท่ากับวัยเด็ก ควรจะถอยห่างออกมาให้เขาได้มีอิสระและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ใหญ่จะสอนเด็กก็ควรต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย ไม่ใช่ว่าห้ามลูกเล่นเกมแต่ทุกครั้งที่เจอหน้ากันก็เอาแต่กดมือถือจนไม่เงยหน้ามองคนในครอบครัว”

แนวทางการดูแลเด็กในการใช้ อินเตอร์เน็ต เพื่อป้องกันภัยที่จะตามมาภายหลัง

เพราะทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายๆบ้านคงมี ipad, smart phone ที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย จึงควรรู้จักวิธีดูแลค่ะ คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้อินเตอร์เน็ตของเด็กและวัยรุ่น โดยอาศัยข้อมูลจากการศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้การใช้อินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของเด็กและวัยรุ่นเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างแท้จริง และหลีกเลี่ยงปัญหาจากการใช้เทคโนโลยีที่กำลังมีปัญหามากขึ้นในปัจจุบัน

1 พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรู้จักการใช้อินเทอร์เน็ต ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต และผลกระทบด้านลบของอินเทอร์เน็ตต่อเด็กและวัยรุ่น
2 พ่อแม่ผู้ปกครองต้องสามารถติดตามและควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของเด็กและวัยรุ่นให้เป็นไปตามข้อตกลงได้อย่างเหมาะสม
3 หลีกเลี่ยงการอนุญาตให้เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทุกชนิด
4 พ่อแม่ควรอนุญาตให้ลูกใช้อินเทอร์เน็ตได้เมื่ออายุมากกว่า 6 ปี
5 พ่อแม่ควรอนุญาตให้ลูกใช้เครือข่ายสังคมได้เมื่ออายุมากกว่า 13 ปี
6 พ่อแม่ควรอนุญาตให้ลูกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและสื่อทุกชนิดได้ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อวัน
7 พ่อแม่ควรอนุญาตให้ลูกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ไม่เกินเวลา 21.00 น.
8 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของเด็กและวัยรุ่นต้องได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ก่อนทุกครั้ง
9 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทุกชนิดต้องอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน ไม่ติดตั้งไว้ในห้องนอนหรือห้องส่วนตัว
10 พ่อแม่ต้องรู้จักการใช้โปรแกรมติดตามการใช้อินเทอร์เน็ตของลูกและขัดขวางการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม
11 พ่อแม่ต้องไม่อนุญาตให้ลูกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมากกว่า 1 อย่างในเวลาเดียวกัน หรือระหว่างการทำกิจกรรมอย่างอื่น โดยเฉพาะระหว่างการเดินทางบนทางสาธารณะ
12 พ่อแม่ต้องแนะนำแนวทางการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย ได้แก่ ห้ามให้ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ แก่คนที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต ไม่นัดพบกับคนที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพที่แสดงตัวตนของตนเอง ต้องได้รับอนุญาตจากพ่อแม่เมื่อจะซื้อขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต และลูกต้องแจ้งให้พ่อแม่ทราบเมื่อพบเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์หรือถูกข่มขู่คุกคาม
13 พ่อแม่ควรสนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย กิจกรรมอดิเรก หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ มากกว่าการใช้อินเทอร์เน็ต
14 พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

การดูแลช่วยเหลือเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวให้มีพฤติกรรมที่ดีต่อไป

วัยเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ เด็กๆ จะเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวก่อน โดยเฉพาะครอบครัวซึ่งถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมแรกของชีวิต เป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมทุกพฤติกรรมตั้งแต่ความนุ่มนวลอ่อนโยนจนถึงความก้าวร้าว ในปัจจุบันนี้มีเด็กๆ เป็นจำนวนมากที่หลายคนมองว่าเขาเป็นเด็กก้าวร้าว เพราะเห็นภาพเด็กแสดงความรู้สึกที่รุนแรงเมื่อไม่ได้ดังใจ เด็กที่ควบคุมตัวเองไม่ได้จะแสดงพฤติกรรมที่ขาดการยับยั้ง ไม่รู้ถึงผลที่ตามมา ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุเช่น ขาดแบบอย่างที่ดีให้ทำตาม ไม่ได้รับการช่วยเหลือชี้แนะแนวทางการแสดงออกที่เหมาะสม มีความเจ็บป่วยทางร่างกายหรือสมอง ซึ่งการดูแลช่วยเหลือเด็กก้าวร้าวนั้นสามารถทำได้ดังนี้

วางแผนการช่วยเหลือเด็กแต่ละคนให้เหมาะสมกับวัยของเด็กตรวจสอบดูว่าเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวจริงหรือไม่ เด็กบางคนที่บ้านของเด็กหยาบคาย ก้าวร้าวเป็นกิจวัตร ภาพปกติของเด็กคนนั้นจึงหยาบคายก้าวร้าวผู้ดูแลพูดบอก สอนให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม เสนอทางเลือกให้เด็ก เช่น “หนูต้องขอก่อนแล้วรออีกหน่อยนะ” “ตีไม่ได้ ยืนนิ่งๆก่อน” “ของนี้มีไว้เล่นแบบนี้ ขว้างไม่ได้” “ถ้าหนูเล่นโดยไม่ตีเพื่อน เพื่อนจะเล่นกับหนู แล้วจะสนุกมากด้วย” ใช้เครื่องตั้งเวลาในการกำหนดเวลาเล่นของเล่นซึ่งเป็นเวลาที่ได้ตกลงกันตั้งแต่ก่อนเล่นของเล่นเสียเครื่องตั้งเวลาจะเป็นสัญญาณการยุติการเล่นให้เด็กได้มีโอกาสเลือกของเล่นด้วยตนเองก่อนที่ผู้ดูแลจะเสนอของเล่นแก่เด็กหากเด็กยังแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างต่อเนื่อง ให้ใช้เทคนิคการใช้เวลานอก เช่น เก็บของเล่นที่เด็กกำลังเล่นชั่วคราว ให้เด็กออกจากการเล่นชั่วระยะเวลาหนึ่งเมื่อสงบแล้วกลับมาเล่นต่อได้

ในการดูแลช่วยเหลือเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวนั้นจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องหาสาเหตุของความก้าวร้าวให้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้การดูแลครอบคลุมมากขึ้น ผู้ดูแลสื่อสารกับเด็กอย่างชัดเจนให้เข้าใจตรงกันว่าทำร้ายผู้อื่นไม่ได้ เด็กจะต้องทำอย่างเมื่อโกรธ ผู้ดูแลจะช่วยเหลือเด็กอย่างไรบ้าง ซึ่งจะช่วยให้เด็กรับรู้ว่ากำลังได้รับการช่วยเหลือให้ผ่านพ้นภาวะที่กดดัน นี้ไปอย่างไม่โดดเดี่ยว รวมทั้งยังได้รับบทเรียนที่มีประโยชน์ มีประสบการณ์ชีวิตในการควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเองเมื่อเติบโตเป็น ผู้ใหญ่